Login
Register
View Article  

|

สรุปการสัมมนา “สินเชื่อ SMEs และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย”

สรุปการสัมมนา “สินเชื่อ SMEs และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย”
วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2552 ณ ห้องนภาลัย โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
 
1. ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ดร.ธาริษา วัฒนเกส) ได้แจ้งถึงวัตถุประสงค์ในการเชิญธนาคารพาณิชย์ สมาคมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ 50 กว่าสมาคมฯ เข้ามาเพื่อแจ้งว่ารัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยได้เห็นความสำคัญของผู้ประกอบการ SMEs ที่มีผู้ประกอบการจำนวนมาก 4.6 ล้านราย และมีการว่าจ้างทำงาน 9 ล้านคน และการพัฒนาประเทศจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่ช่วยให้ธุรกิจ SMEs อยู่รอดอย่างมีประสิทธิภาพ และให้มีขีดความสามารถในการประกอบการแข็งแรงมากขึ้นในระยะยาว และปัจจัยสำคัญที่สุดคือการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีอัตราดอกเบี้ยอย่างสมเหตุสมผล (ปกติ SMEs กู้เงินนอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงมาก)
ขณะนี้กระทรวงการคลังได้จัดสรรงบประมาณในการช่วยเหลือ SMEs เพื่อเพิ่มสภาพคล่องเป็นเงิน 30,000 ล้านบาท แต่ในขณะนี้ได้รับอนุมัติวงเงินไปเพียง 7,000 ล้านบาทเท่านั้น
ในการที่จะเร่งรัดให้ SMEs กู้ครั้งนี้ เพื่อไม่ให้ธนาคารพาณิชย์มีความเสี่ยงกับหนี้ที่อาจจะเป็น NPLs และทาง บสย.จะค้ำประกันความเสี่ยงให้ โดยในเงินกู้ที่เกิดความเสียหายภายใน 12% ทาง บสย.จะรับผิดชอบ 100% (ธนาคารพาณิชย์ไม่ต้องรับผิดชอบในความเสี่ยงนี้) แต่ถ้ามากกว่านี้จะแบ่งการรับผิดชอบออกเป็นธนาคารพาณิชย์ 50% และบสย.50%
 
2. ขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดตั้ง “ศูนย์ประสานงานแก้ไขปัญหาการปล่อยสินเชื่อ SMEs ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเทพฯ และมีสาขาในภูมิภาคต่างๆ (ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคอีสาน) เพื่อช่วยเหลือ SMEs ในการเข้าไปเจรจากับธนาคารพาณิชย์ต่างๆ
รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ดร.บัณฑิต นิจถาวร) ได้แจ้งในที่ประชุมทราบว่าเศรษฐกิจของประเทศได้ผ่านวิฤตการณ์เศรษฐกิจจุดต่ำที่สุดมาแล้วในช่วงไตรมาสที่ 2 (ปี 2009) ซึ่งเกิดจากวิกฤตการณ์ Hamburger Crisis ที่สหรัฐฯ และได้รุกรามไปยังยุโรป ญี่ปุ่น และทั่วโลก ดังนั้นในช่วงวิกฤตการณ์ดังกล่าวนั้น การปล่อยสินเชื่อ สำหรับเครดิตของผู้ประกอบการ SMEs ได้ถูกกระทบมากที่สุด โดยสินเชื่อ SMEs ได้ติดลบประมาณ -8% ในขณะที่สินเชื่อทั้งหมดเป็นบวกประมาณ 1%
ขณะนี้เศรษฐกิจโลกได้ดีขึ้นแล้ว แต่ยังเปราะบางอยู่ ผู้ประกอบการ SMEs จึงต้องระมัดระวัง ซึ่งจากสถิติการส่งออกของประเทศได้ดีขึ้น เพราะต่างประเทศได้เริ่มสั่งซื้อสินค้าเพื่อทดแทน inventory ที่หมดไป และการบริโภคภายในกับความชื่อมั่นในการลงทุนก็เริ่มจะดีขึ้นด้วย ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกต่างมีความเชื่อว่าเศรษฐกิจปีหน้า (ปี 2010) จะดีกว่าปีนี้ (ปี 2009) ต่อจากนั้นก็มีการสัมมนาต่อโดยเชิญธนาคารพาณิชย์ บสย. บริษัท Credit Bureau ให้ความเห็นแก่ที่ประชุมในวิธีการที่จะเพิ่มขยายสินเชื่อแก่ SMEs ให้ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ควรจะต้องดำเนินการดังต่อไปนี้
1.       จะคัดเลือกและให้สิทธิพิเศษแก่ SMEs โดยการพิจารณาให้สินเชื่อจะต้องอยู่เกณฑ์ที่สามารถพอไปได้ (ก้ำกึ่ง) ไปจนถึงดีก่อน
2.       บสย.จะทำหน้าที่กลั่นกรองลูกค้าร่วมกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้การพิจารณา SMEs ที่พอจะไปได้เหล่านี้ โดยจะใช้เวลาพิจารณา 3-5 วัน
3.       ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเข้ามาดูในด้านนโยบาย ถ้าการดำเนินการของธนาคารพาณิชย์ บสย. มีปัญหาในกฎระเบียบและกฎเกณฑ์ต่างๆ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา เพื่อให้การปล่อยสินเชื่อ SMEs มีความคล่องตัวและเกิดประสิทธิภาพในการให้สินเชื่อ SMEs และได้เร็วขึ้น
4.       การปล่อยสินเชื่อเป็นเรื่องของความเชื่อมั่น และความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเต็มตัวจะทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความเชื่อมั่นในการดำเนินการในเรื่องนี้มากขึ้น
5.       ในกรณีต่างจังหวัดที่เจ้าหน้าที่ธนาคารพาณิชย์ไม่มีความกล้าในการปล่อยสินเชื่อแก่ SMEs เพราะอาจจะเกิด NPLs และชอบแจ้งกับผู้ประกอบการ SMEs ว่าติด Black List ของ Credit Bureau นั้น ขอให้สำนักงานใหญ่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ด้วย และถ้าธนาคารพาณิชย์มีปัญหา case by case ก็ขอให้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยในหน่วย SMEs โดยตรง เพื่อจะดำเนินงานแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วขึ้น
6.       กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่คาดว่าจะฟื้นตัวเร็วได้แก่ (1) อุตสาหกรรมอาหาร (2) อุตสาหกรรมยา (โดยเฉพาะ เจลล้างมือ, ผ้าปิดปาก หรืออุปกรณ์การป้องกันไขหวัด 2009) (3) อุตสาหกรรมพืชที่นำมาเป็นพลังงาน (เช่นอ้อย, มันสำปะหลัง) และ (5) อุตสาหกรรมการก่อสร้าง (ที่ได้รับผลมาจากโครงการ Infrastructure โครงการไทยเข้มแข็ง) ทั้งนี้กลุ่มผู้ประกอบการที่คาดว่าจะเลวร้าย แต่มีการส่งออกดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ได้แก่ (1) อุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิกส์ (2) อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ (3) อุตสาหกรรมไฟฟ้า และ (4) อุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ เป็นต้น
7.       SMEs ที่จะเข้ามาขอสินเชื่อนี้ ทางบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้เสนอเงื่อนไขที่น่าสนใจ ดังนี้
-          ค้ำประกันสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่ยื่นขอกู้เงินจากธนาคาร
-          ค้ำประกันได้สูงสุด 100% ของสินเชื่อใหม่ที่ขอครั้งนี้
-          วงเงินค้ำประกันสูงสุด 40 ล้านบาท
-          อนุมัติค้ำประกันเร็วภายใน 1-3 วัน
-          ฟรี..ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 0% ในปีแรก (หมดเขต 31 ธันวาคม 2552)
-          เรียกเก็บค่าธรรมเนียมปีถัดไปจากผู้ขอกู้ ในอัตราร้อยละ 1.75 ต่อปี
ของวงเงินที่ให้ บสย. ค้ำ (เก็บล่วงหน้าเป็นรายปี)
 
 
*********************************************

Previous Page | Next Page

COMMENTS

2006 © Thai Gem & Jewelry Traders Association Power by bighead.co.th